โรงเรียนสอนทำอาหารเชียงใหม่: ขยาย B2B Corporate Team-Building ด้วย InvoiceFlow
โดยทีมบรรณาธิการ InvoiceFlow — เผยแพร่ 1 มิถุนายน 2569 — อ่าน 9 นาที
รัตนา ครัวไทย เจ้าของโรงเรียนสอนทำอาหารไทยในเชียงใหม่ รับสายโทรศัพท์จากฝ่าย HR ของบริษัทญี่ปุ่นในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน บริษัทต้องการจัด Corporate Cooking Team-Building สำหรับพนักงาน 45 คน งบประมาณ 85,000 บาท ชำระ 30 วันหลังงาน ต้องการใบกำกับภาษีพร้อม PO number และ Cost Center Code สำหรับแผนก HR
สองปีที่แล้ว รัตนาคงปฏิเสธงานนี้ เพราะเธอไม่รู้ว่า PO number คืออะไร และไม่มีระบบเอกสาร B2B เลย แต่ตอนนี้เธอพูดว่า "แน่นอนค่ะ ขอ PO number และรายละเอียดบริษัทมาได้เลย ฉันจะส่งใบแจ้งหนี้ให้ภายในวันนี้"
จากโรงเรียนสอนทำอาหารสู่ B2B Provider
รัตนาเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารไทยในเชียงใหม่มาเก้าปีแล้ว เริ่มต้นรับแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเรียนแบบตรงด้วยตัวเอง จากนั้นขยายรับลูกค้าไทยในเชียงใหม่ ปีที่แล้วเธอตัดสินใจเพิ่มธุรกิจ B2B Corporate โดยรับบริษัทส่งพนักงาน 20–60 คนมาเข้าร่วมกิจกรรม team-building การทำอาหาร
ทำไมถึงเลือก B2B? เพราะ:
- งาน B2B ใหญ่กว่า รายได้ต่อครั้ง 50,000–150,000 บาท เทียบกับลูกค้าตรงที่ 1,500–3,000 บาทต่อคน
- บริษัทจองล่วงหน้า 2–3 เดือน ทำให้วางแผนได้ดีกว่า
- ลูกค้า B2B ที่ประทับใจมักกลับมาปีละครั้ง
แต่ปัญหาคือ ลูกค้าองค์กรต้องการเอกสารที่แตกต่างจากลูกค้าทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ความต้องการเอกสารขององค์กร
เมื่อรับงานแรกจากบริษัทใหญ่ รัตนาเข้าใจครั้งแรกว่าองค์กรต้องการอะไร:
ใบเสนอราคา (Quotation): ก่อนตัดสินใจ HR ต้องเห็นใบเสนอราคาละเอียด ระบุรายการบริการ จำนวนคน ราคาต่อคน ราคารวม VAT แยก
PO number (Purchase Order): เมื่อบริษัทอนุมัติ เขาจะส่ง PO number มาให้ รัตนาต้องระบุ PO number นี้ในใบแจ้งหนี้
Cost Center Code: แผนก HR หรือ Training มักมี Cost Center Code แยกสำหรับงบ team-building ต้องระบุในเอกสาร
ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ: ต้องมีเลขที่ผู้เสียภาษีของโรงเรียน (ซึ่งรัตนาจดทะเบียน VAT แล้ว) และของบริษัทลูกค้า VAT 7% แยกชัดเจน
เงื่อนไขชำระเงิน: บริษัทส่วนใหญ่ชำระ 30–60 วันหลังงาน ไม่ใช่ชำระทันที
เอกสารเหล่านี้แตกต่างจากใบเสร็จรับเงินธรรมดาสำหรับนักท่องเที่ยวโดยสิ้นเชิง
วิธีที่ InvoiceFlow ช่วยให้ขยายสู่ B2B ได้
1. โปรไฟล์แยก B2B และ Direct
รัตนาสร้างสองโปรไฟล์ในแอป โปรไฟล์ B2B มีเทมเพลตที่ออกแบบสำหรับองค์กร ใบแจ้งหนี้มีช่อง "PO Number" และ "Cost Center Code" ระบุได้ โปรไฟล์ Direct ใช้สำหรับลูกค้าตรง ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ (USD) และลูกค้าไทย (THB) เอกสารเรียบง่ายกว่า
2. ฐานข้อมูลลูกค้าองค์กร
รัตนาบันทึกข้อมูลบริษัททุกรายที่เคยจ้าง ชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขที่ผู้เสียภาษี และชื่อผู้ติดต่อ HR เมื่อบริษัทกลับมาจ้างซ้ำ เธอไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่
3. ระบบชำระ 30-60 วัน
สำหรับลูกค้า B2B รัตนาออกใบแจ้งหนี้หลังงาน ระบุ "ชำระภายใน 30 วัน" หรือ "ชำระภายใน 60 วัน" ตามที่ตกลง แอปแจ้งเตือนเมื่อใกล้ครบกำหนด ทำให้เธอส่ง reminder ได้ตรงเวลา
4. ใบแจ้งหนี้ส่วนตัวสำหรับมัดจำ
สำหรับงาน B2B บางรายที่ต้องการมัดจำ 30–50% เธอออกใบแจ้งหนี้มัดจำก่อน แล้วออกใบแจ้งหนี้ส่วนที่เหลือหลังงาน
รายได้เพิ่มขึ้นจาก B2B
ปีแรกที่ขยายสู่ B2B รัตนารับงาน 12 ครั้ง รวมรายได้ 780,000 บาท เทียบกับรายได้ Direct ในปีเดียวกัน 450,000 บาท รวมรายได้รวม 1.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนที่ไม่มี B2B
เธอสังเกตว่าบริษัทที่มาครั้งแรกและพอใจ มักกลับมาปีละหนึ่งครั้ง และบางรายแนะนำบริษัทเครือข่ายมาด้วย
ภาษีสำหรับโรงเรียนสอนทำอาหาร
รัตนาจดทะเบียน VAT เพราะรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปีที่แล้ว เธอต้องยื่น ภ.พ.30 รายเดือน และออกใบกำกับภาษีสำหรับลูกค้าที่ขอ ประวัติใบแจ้งหนี้ใน InvoiceFlow ทำให้นักบัญชีที่ช่วยยื่นทำงานได้ง่ายขึ้นมาก
คำแนะนำสำหรับธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ B2B
อย่ากลัว PO number: มันแค่เลขอ้างอิงการสั่งซื้อขององค์กร ระบุในใบแจ้งหนี้และทุกอย่างจะเรียบร้อย
เตรียมเอกสารครบตั้งแต่ต้น: ลูกค้าองค์กรที่ดีจะไม่จ้างถ้าคุณออกเอกสารไม่ถูกต้อง ระบบที่ดีทำให้คุณได้งานมากขึ้น
คำนึงถึงกระแสเงินสด: ลูกค้า B2B ชำระ 30–60 วัน ต้องมีเงินสำรองเพื่อรับมือช่วงรอรับเงิน
ดาวน์โหลด InvoiceFlow ฟรีบน Google Play และเริ่มขยายธุรกิจสู่ตลาด B2B วันนี้